Skip to content
กลับไปที่บล็อก
netflixฝึกภาษาอังกฤษซีรีส์

หนังฝึกภาษาอังกฤษบน Netflix: เรียงตามความยากที่วัดจริง

ซีรีส์ 18 เรื่องกับหนัง 14 เรื่อง พร้อมระดับ 1–5 ความเร็วการพูด และสัดส่วนคำพื้นฐานที่วัดจากซับ ตอบด้วยว่าหนังฝึกภาษาอังกฤษง่ายๆ บน Netflix มีจริงไหม และระดับ A1–B2 ควรเริ่มดูอะไร

Lingosive Team
ลองใช้ Lingosive ฟรี:

หนังฝึกภาษาอังกฤษที่ง่ายที่สุดเท่าที่เราวัดมาคือ It Ends with Us ซึ่งเป็นเรื่องเดียวที่ได้ระดับ 3 จากสเกล 1–5 (1 คือง่ายที่สุด) รองลงมาเป็นเรื่องระดับ 4 เช่น หนัง El Camino และซีรีส์ Game of Thrones, Breaking Bad และ Friends ส่วนระดับ 1–2 ไม่มีเลยสักเรื่อง และเรื่องไหนดูบน Netflix ได้บ้างขึ้นอยู่กับประเทศที่คุณอยู่

มือใหม่จึงควรเริ่มจากคลิปสั้นที่คัดตามระดับก่อน แล้วค่อยขยับมาที่เรื่องในตารางด้านล่าง ซึ่งเรียงจากง่ายไปยากด้วยตัวเลขที่วัดจากซับ ไม่ใช่ความชอบส่วนตัว

เราวัดความยากของหนังและซีรีส์อย่างไร

เราจัดอันดับด้วยตัวเลขที่วัดจากซับของคลิปในคลังของ Lingosive เมื่อเดือนตุลาคม 2569 ไม่ได้วัดจากทั้งตอนหรือทั้งเรื่อง แต่ละเรื่องมีตัวเลข 3 ค่า

  • ระดับ (1–5): 1 ง่ายที่สุด 5 ยากที่สุด คิดจากสามอย่าง คือคำศัพท์ที่ใช้พบได้ยากแค่ไหน พูดเร็วแค่ไหน และประโยคยาวแค่ไหน แต่ละคลิปได้ระดับของตัวเอง และระดับของเรื่องคือค่ามัธยฐาน (ค่ากลาง) ของคลิปทั้งหมด
  • คำ/วินาที: จำนวนคำที่พูดต่อวินาทีโดยเฉลี่ย ยิ่งต่ำยิ่งพูดช้า
  • สัดส่วนคำพื้นฐาน: สัดส่วนของคำที่พูดในเรื่องซึ่งอยู่ใน 2,000 คำที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ ยิ่งสูงยิ่งเจอคำแปลกน้อย

สเกลนี้เป็นของเราเอง ไม่ใช่ CEFR ซึ่งเป็นกรอบวัดระดับภาษาของผู้เรียนตั้งแต่ A1 ถึง C2 ระดับ 3 ของเราจึงไม่ได้เท่ากับ B1

ทำไมสัดส่วนคำพื้นฐานจึงสำคัญ งานวิจัยด้านการฟังของ van Zeeland และ Schmitt (2013) พบว่าผู้เรียนส่วนใหญ่ฟังภาษาพูดในชีวิตประจำวันเข้าใจได้พอสมควรเมื่อรู้ความหมายของคำที่ได้ยิน 90% แม้แต่ละคนจะต่างกันมาก และเมื่อรู้ถึง 95% ก็เข้าใจได้ค่อนข้างดี ในซีรีส์ 18 เรื่องที่เราวัด คำพื้นฐาน 2,000 คำครอบคลุมบทพูด 81.7%–88.4% หรือราว 1 ใน 5 ถึง 1 ใน 9 คำอยู่นอกรายการ แต่คำเหล่านั้นไม่ได้ใหม่สำหรับคุณทุกคำ เพราะชื่อตัวละครและคำอุทานอย่าง “oh” ก็นับเป็นคำนอกรายการเช่นกัน

ตัวเลขเหล่านี้วัดสำเนียง การเล่นคำ และมุกที่อ้างอิงวัฒนธรรมไม่ได้ เราจึงเขียนเรื่องเหล่านี้ไว้ในหมายเหตุของแต่ละเรื่องแทน

จาก 68 เรื่องภาษาอังกฤษที่เราวัด ทั้งหนังและซีรีส์ ไม่มีเรื่องไหนได้ระดับ 1–2 มีเพียง It Ends with Us ที่ได้ระดับ 3 ส่วนอีก 67 เรื่องเป็นระดับ 4 จำนวน 43 เรื่อง และระดับ 5 จำนวน 24 เรื่อง

ซีรีส์ฝึกภาษาอังกฤษ 18 เรื่อง เรียงจากง่ายไปยาก

ซีรีส์ที่ง่ายที่สุดใน 18 เรื่องที่เราวัดคือกลุ่มระดับ 4 ห้าเรื่อง ได้แก่ Game of Thrones, Breaking Bad, Better Call Saul, Peaky Blinders และ Friends ส่วนการ์ตูนตลกสำหรับผู้ใหญ่เกือบทั้งหมดรั้งท้ายตาราง ตารางเรียงตามระดับก่อน แล้วจึงเรียงตามสัดส่วนคำพื้นฐาน ชื่อเรื่องลิงก์ไปยังหน้าของเรื่องนั้น ซึ่งมีฉากสั้นๆ และคำศัพท์ที่เจอบ่อยในเรื่อง (ภาษาอังกฤษ)

ลำดับชื่อเรื่องระดับ (1–5)คำ/วินาทีสัดส่วนคำพื้นฐาน
1Game of Thrones43.688.4%
2Breaking Bad43.486.6%
3Better Call Saul43.484.9%
4Peaky Blinders43.484.8%
5Friends43.283.4%
6Arrested Development53.886.6%
7Joey53.886.5%
8BoJack Horseman53.686.3%
9The Big Bang Theory53.485.2%
10Scrubs53.784.9%
11The Boys53.484.4%
12Two and a Half Men53.583.9%
13The Office53.383.7%
14Rick and Morty53.683.3%
15American Dad53.382.9%
16Bob's Burgers53.682.8%
17Family Guy53.782.2%
18Futurama53.081.7%

กลุ่มระดับ 4 คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด แต่ก็ยังไม่ง่าย Friends พูดช้าที่สุดในกลุ่ม (3.2 คำ/วินาที) และเป็นซิตคอมเรื่องเดียวในห้าเรื่องนี้ บทพูดส่วนใหญ่เป็นเรื่องงาน ความรัก และชีวิตในอพาร์ตเมนต์ เสียงหัวเราะหลังมุกช่วยให้มีจังหวะตามทัน ส่วน Game of Thrones มีสัดส่วนคำพื้นฐานสูงที่สุดจากทั้ง 68 เรื่องที่เราวัด (88.4%) แต่พูดเร็วที่สุดในกลุ่ม (3.6 คำ/วินาที) ตัวละครส่วนใหญ่พูดสำเนียงอังกฤษหรือไอริช และใช้คำเรียกขานแบบโบราณอย่าง “my lord”

Breaking Bad กับ Better Call Saul พูดเร็วเท่ากัน (3.4 คำ/วินาที) แต่ Breaking Bad มีคำพื้นฐานมากกว่า เรื่องแรกมีศัพท์เคมีและศัพท์อาชญากรรมปนอยู่ ส่วนเรื่องหลังเป็นภาคก่อนที่เล่าชีวิตทนายความ จึงได้ยินศัพท์กฎหมายบ่อย Peaky Blinders มีตัวเลขแทบเท่ากับ Better Call Saul แต่สำเนียงเบอร์มิงแฮมแบบหนักๆ และสแลงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้รู้สึกยากกว่าระดับที่เห็น โดยเฉพาะถ้าหูคุ้นกับสำเนียงอเมริกัน

ระดับ 5: พูดช้าไม่ได้แปลว่าง่าย Futurama พูดช้าที่สุดในบรรดาซีรีส์ที่เราวัด (3.0 คำ/วินาที) แต่ก็มีสัดส่วนคำพื้นฐานต่ำที่สุด (81.7%) เพราะเต็มไปด้วยศัพท์ไซไฟที่แต่งขึ้นเอง ฟังทันทุกคำก็ยังอาจไม่รู้ความหมาย การ์ตูนตลกอย่าง Family Guy และ Bob's Burgers ก็อาศัยการเล่นคำและการอ้างอิงวัฒนธรรมป๊อปอเมริกันอยู่มาก ส่วน Arrested Development กับ Joey เป็นซีรีส์ที่พูดเร็วที่สุด (3.8 คำ/วินาที)

Friends กับ The Office มีตัวเลขแทบเหมือนกัน (3.2 กับ 3.3 คำ/วินาที และ 83.4% กับ 83.7%) แต่ The Office ได้ระดับ 5 เพราะระดับคิดทีละคลิป จากความยากของคำและความยาวประโยคด้วย ไม่ใช่จากความเร็วอย่างเดียว ถ้าดู Friends ได้สบายแล้ว The Office จึงเป็นเรื่องถัดไปที่เหมาะมาก

หนังอีก 14 เรื่อง เรียงจากง่ายไปยาก

หนังที่ง่ายที่สุดในข้อมูลของเราคือ It Ends with Us (ระดับ 3) ส่วนหนังระดับ 4 ที่มีสัดส่วนคำพื้นฐานสูงที่สุดคือ El Camino: A Breaking Bad Movie (88.1%) ตารางนี้คัดหนัง 14 เรื่องจากที่เราวัด เรียงแบบเดียวกับตารางซีรีส์ และชื่อเรื่องก็ลิงก์ไปหน้าภาษาอังกฤษเช่นกัน

ลำดับชื่อเรื่องระดับ (1–5)คำ/วินาทีสัดส่วนคำพื้นฐาน
1It Ends with Us33.387.3%
2El Camino: A Breaking Bad Movie43.288.1%
3Kramer vs. Kramer44.188.0%
4Bridesmaids43.387.0%
5Pitch Perfect42.986.4%
6Venom 242.986.3%
750 First Dates43.486.3%
8Men in Black 343.385.3%
9Spider-Man: Across the Spider-Verse43.284.9%
10Click43.384.1%
11Spider-Man: No Way Home43.484.0%
12How to Lose a Guy in 10 Days42.982.2%
13The Break-Up54.288.3%
148 Mile53.680.9%
  • It Ends with Us เป็นดราม่าที่เล่าถึงความสัมพันธ์ซึ่งฝ่ายหนึ่งทำร้ายอีกฝ่าย ถ้าไม่อยากดูเนื้อหาหนักแบบนี้ ให้เริ่มจากเรื่องระดับ 4 แทน
  • El Camino เป็นหนังภาคต่อของ Breaking Bad พูดช้ากว่าซีรีส์ต้นเรื่อง (3.2 กับ 3.4 คำ/วินาที) และมีคำพื้นฐานมากกว่า ดู Breaking Bad จบแล้วต่อเรื่องนี้ได้เลย
  • Kramer vs. Kramer มีคำพื้นฐานสูง (88.0%) แต่พูดเร็วถึง 4.1 คำ/วินาที
  • Pitch Perfect และ Venom 2 อยู่ในกลุ่มหนังที่พูดช้าที่สุดที่เราวัด (2.9 คำ/วินาที) ส่วน How to Lose a Guy in 10 Days พูดช้าเท่ากัน แต่มีคำพื้นฐานน้อย (82.2%)
  • The Break-Up มีคำพื้นฐานสูงถึง 88.3% แต่เป็นหนึ่งในเรื่องที่พูดเร็วที่สุด (4.2 คำ/วินาที) จึงได้ระดับ 5
  • 8 Mile มีสัดส่วนคำพื้นฐานต่ำที่สุดในทุกเรื่องที่เราวัด (80.9%)

สรุปคือต้องดูความเร็วกับคำศัพท์คู่กันเสมอ รายชื่อครบทั้ง 68 เรื่องเรียงจากง่ายไปยากอยู่ที่หน้ารวมเรื่องภาษาอังกฤษ และหมายเหตุของซีรีส์ทีละเรื่องอยู่ในบทความจัดอันดับซีรีส์ฉบับภาษาอังกฤษ (ทั้งสองหน้าเป็นภาษาอังกฤษ)

หนังฝึกภาษาอังกฤษง่ายๆ สำหรับมือใหม่ มีจริงไหม

หนังหรือซีรีส์ของเจ้าของภาษาที่มือใหม่ดูแล้วเข้าใจนั้นแทบไม่มี ซีรีส์ที่ง่ายที่สุดที่เราวัดยังอยู่ระดับ 4 และเรื่องเดียวที่ได้ระดับ 3 ก็เป็นหนัง คือ It Ends with Us หนัง “ง่ายๆ” จึงหมายถึงง่ายกว่าเรื่องอื่นเท่านั้น ไม่ได้ง่ายสำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม

มือใหม่จะได้ผลกว่าถ้าเริ่มจากคลิปสั้นที่คัดตามระดับ แอป Lingosive บน iPhone, iPad และ Android (iOS 16.4 และ Android 7.0 ขึ้นไป) มีวิดีโอ YouTube ที่คัดมาให้คนเรียนภาษา ทั้งคลิปจากหนังและซีรีส์ พอดแคสต์ ทอล์กโชว์ และบทเรียน รวม 400,000+ วิดีโอและพอดแคสต์ใน 8 ภาษา ซึ่งมีภาษาอังกฤษด้วย ในแอปกรองวิดีโอตามระดับได้ เปิดบรรทัดคำแปลภาษาไทย ปรับให้เล่นช้าลง เล่นประโยคซ้ำ และแตะคำในซับเพื่อดูคำแปล ฟังเสียง และบันทึกคำได้

แต่แอปเล่นได้เฉพาะวิดีโอในคลังของตัวเอง ไม่ได้เล่น Netflix, Prime Video, Disney+ หรือ HBO Max และเติมซับให้แพลตฟอร์มเหล่านั้นไม่ได้ ลิงก์ YouTube ที่หาเองก็นำมาเปิดในแอปไม่ได้ แผนฟรีดูวิดีโอได้วันละ 5 นาที ดูรายละเอียดที่หน้าแอปมือถือ (ภาษาอังกฤษ)

ถ้าอยากลองดูหนังเลย ให้เลือก It Ends with Us หรือ El Camino เปิดซับ 2 ภาษา แล้วกด V ให้วิดีโอหยุดเองทุกครั้งที่จบประโยค (ใช้ได้บน Netflix และ YouTube)

ระดับ A1–B2 ควรเริ่มดูอะไร

ตารางด้านล่างไม่ใช่ตารางแปลงระดับ แต่เป็นหลักคร่าวๆ สำหรับเลือกจุดเริ่มต้น ช่องซ้ายคือระดับ CEFR ของผู้เรียน ส่วนระดับของหนังและซีรีส์ใช้สเกล 1–5 ของเรา ซึ่งยังไม่มีวิธีแปลงระหว่างสองระบบนี้ที่ยอมรับกันทั่วไป

ระดับของคุณเริ่มจากตั้งค่าซับ
A1–A2 (เริ่มต้น)ยังไม่ใช่หนังหรือซีรีส์ของเจ้าของภาษา: วิดีโอสำหรับผู้เรียนและคลิปสั้นที่กรองตามระดับซับอังกฤษพร้อมบรรทัดคำแปลไทย
B1 (กลาง)เรื่องระดับ 3–4 ที่พูดไม่เกิน 3.3 คำ/วินาที: หนัง It Ends with Us, El Camino หรือฉากสั้นๆ จาก Friendsซับ 2 ภาษา (อังกฤษบน ไทยล่าง) และกด N ซ่อนคำแปลในฉากที่ตามทัน
B2 (กลางค่อนสูง)ดราม่าระดับ 4: Breaking Bad, Game of Thronesซับอังกฤษอย่างเดียว ชี้เมาส์ดูเฉพาะคำที่ฟังไม่ทัน
C1 ขึ้นไป (สูง)คอมเมดี้ที่พูดเร็วและแอนิเมชันระดับ 5: Arrested Development, Rick and Mortyไม่เปิดซับ หรือใช้โหมดเบลอ (B) เพื่อฟังก่อนอ่าน

เราไม่ติดป้าย A1 หรือ B2 ให้หนังแต่ละเรื่อง เพราะสเกลของเราวัดจากซับ ส่วน CEFR วัดความสามารถของผู้เรียน ระดับของคุณบอกได้แค่จุดเริ่มต้นกับวิธีตั้งซับ เรื่องไหนเหมาะจริงต้องลองดูเองด้วยแบบทดสอบด้านล่าง อ่านเพิ่มได้ที่บทความเรื่องเลือกซีรีส์ให้เหมาะกับระดับภาษา (ภาษาอังกฤษ)

ทดสอบ 5 นาทีก่อนเลือกเรื่อง

แค่ห้านาทีก็พอจะรู้ว่าเรื่องไหนเหมาะกับระดับของคุณ วิธีนี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องที่ไม่อยู่ในตาราง

  1. เลือกเรื่องจากช่วงบนของตาราง และเลือกฉากที่ยังไม่เคยดู
  2. เปิดซับภาษาอังกฤษอย่างเดียว ถ้าใช้ Lingosive ให้กด N เพื่อปิดบรรทัดคำแปล
  3. ดูต่อกัน 5 นาทีโดยไม่หยุด แล้วนับคำที่เดาความหมายจากฉากไม่ได้
  4. ถ้าเล่าให้คนอื่นฟังได้ว่าเกิดอะไรขึ้น และมีแค่ไม่กี่คำที่ทำให้สะดุด แปลว่าเรื่องนี้เหมาะ
  5. ถ้าหลงเกือบทั้งฉาก ให้กด N เปิดคำแปลกลับมา หรือเปลี่ยนไปดูเรื่องที่ง่ายกว่า

ทำแบบทดสอบนี้ซ้ำทุกสองสามสัปดาห์ เมื่อเรื่องเดิมเริ่มง่ายเกินไป ก็ขยับไปเรื่องที่อยู่ถัดลงไปในตาราง ส่วนวิธีดูให้ได้ผลพร้อมกิจวัตรวันละ 30 นาที อ่านได้ในบทความดู Netflix ฝึกภาษาอังกฤษ

ดูพร้อมซับอังกฤษและคำแปลไทย

ไม่ว่าจะเจอเรื่องในรายการนี้บน Netflix, Prime Video, Disney+, HBO Max หรือเป็นคลิปบน YouTube ก็ดูพร้อมซับอังกฤษและคำแปลไทยได้ด้วยส่วนขยาย (extension) Lingosive ในเบราว์เซอร์บนคอม เรื่องไหนอยู่บนแพลตฟอร์มใดขึ้นอยู่กับประเทศและเปลี่ยนไปตามเวลา เราจึงไม่ระบุแพลตฟอร์มของแต่ละเรื่อง

  • บรรทัดบน: ซับภาษาอังกฤษที่คุณเลือกในตัวเล่น (Netflix เรียกซับว่า “คำบรรยาย”) Lingosive นำข้อความนั้นมาแสดงใหม่ให้คลิกได้ทุกคำ ชี้เมาส์ที่คำเพื่อดูคำแปลไทยทันที หรือคลิกเพื่อดูความหมายอื่น เสียงอ่าน และปุ่ม Learn สำหรับบันทึกคำไว้ในรายการของคุณ
  • บรรทัดล่าง: คำแปลภาษาไทยที่ Lingosive แปลด้วยเครื่อง (machine translation) ไม่ใช่ซับไทยอีกแทร็กของแพลตฟอร์ม จึงใช้ได้แม้เรื่องนั้นไม่มีซับไทยเลย แต่เพราะเป็นการแปลด้วยเครื่อง ถ้อยคำอาจต่างจากซับไทยของแพลตฟอร์ม และบางครั้งก็แปลผิด

ซับภาษาอังกฤษต้องเปิดไว้ในตัวเล่น เพราะ Lingosive อ่านข้อความจากซับนั้น ถ้าปิดซับ ก็ไม่มีอะไรให้แสดง ซับ 2 ภาษาและการแปลคำใช้ได้โดยไม่ต้องมีบัญชี ส่วนการบันทึกคำต้องมีบัญชี Lingosive (บัญชีฟรีบันทึกได้รวม 100 รายการ)

สำหรับฝึกฟัง บน Netflix และ YouTube กด A, S, D เพื่อย้อนประโยค เล่นซ้ำ หรือข้ามไปประโยคถัดไป และกด V ให้วิดีโอหยุดเมื่อจบแต่ละประโยค ส่วนบน Prime Video, Disney+ และ HBO Max ปุ่มเลื่อนประโยคคือ Q, W, E และไม่มีการหยุดอัตโนมัติ ปุ่ม N เปิดหรือปิดบรรทัดคำแปล ส่วน B เบลอซับให้ฟังก่อนอ่าน ถ้าเปิด V กับ B พร้อมกัน ประโยคที่เล่นซ้ำจะช้าลงเหลือ 0.80× (เฉพาะ Netflix และ YouTube) เปลี่ยนปุ่มได้ที่ Settings → Controls

เมนูของส่วนขยายและแอปยังไม่มีภาษาไทย แต่จะเป็นหนึ่งใน 13 ภาษาที่รองรับ เช่น อังกฤษ ส่วนคำแปลใต้ซับและความหมายของคำเป็นภาษาไทยได้ เพราะภาษาแม่เลือกได้ 68 ภาษาในส่วนขยาย (70 ภาษาในแอป และ 75 ภาษาบนเว็บ) ตอนแรกคำแปลจะใช้ภาษาเดียวกับเบราว์เซอร์ ถ้ายังไม่ใช่ภาษาไทย ให้เปิดแผงด้านข้างของ Lingosive ไปที่ Settings → General → “Your Native Language” (ภาษาแม่) แล้วเลือก Thai

ส่วนขยายติดตั้งจาก Chrome Web Store ผ่านหน้าดาวน์โหลด (ภาษาอังกฤษ) ใช้ได้ใน Chrome, Edge, Brave และเบราว์เซอร์ตระกูล Chromium อื่นบนคอม ไม่มีเวอร์ชัน Firefox หรือ Safari ขั้นตอนทีละขั้นบน Netflix อยู่ในบทความ Netflix ซับ 2 ภาษา ทั้งนี้ Lingosive เป็นเครื่องมืออิสระ ไม่ได้เป็นพันธมิตรหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับ Netflix, YouTube, Prime Video, Disney+ และ HBO Max

คำถามที่พบบ่อย

หนังหรือซีรีส์เรื่องไหนฝึกภาษาอังกฤษง่ายที่สุด

จากที่เราวัด หนังที่ง่ายที่สุดคือ It Ends with Us ซึ่งเป็นเรื่องเดียวที่ได้ระดับ 3 ส่วนซีรีส์ที่ง่ายที่สุดคือกลุ่มระดับ 4 โดย Friends พูดช้าที่สุด (3.2 คำ/วินาที) และ Game of Thrones มีสัดส่วนคำพื้นฐานสูงที่สุด (88.4%) แต่ทุกเรื่องยังยากสำหรับมือใหม่ เพราะไม่มีเรื่องไหนได้ระดับ 1–2

มือใหม่ระดับ A1 ควรดูอะไร

เริ่มจากวิดีโอสำหรับผู้เรียนและคลิปสั้นที่กรองตามระดับ โดยเปิดซับอังกฤษคู่กับคำแปลไทย เช่น คลังวิดีโอในแอป Lingosive ยังไม่ต้องเริ่มที่หนังหรือซีรีส์ของเจ้าของภาษา พอตามคลิปได้สบายแล้ว จึงขยับไปที่ It Ends with Us, El Camino หรือฉากสั้นๆ จาก Friends แบบเปิดซับ 2 ภาษา

หนังและซีรีส์เหล่านี้มีบน Netflix ไทยไหม

ขึ้นอยู่กับประเทศและช่วงเวลา เรื่องที่มีบน Netflix ต่างกันไปในแต่ละประเทศและเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ เราจึงไม่ระบุแพลตฟอร์ม ลองค้นด้วยชื่อภาษาอังกฤษในแพลตฟอร์มที่คุณใช้ ถ้าเจอบน Netflix, Prime Video, Disney+, HBO Max หรือเป็นคลิปบน YouTube และเรื่องนั้นมีซับอังกฤษ ก็ดูแบบซับ 2 ภาษาในเบราว์เซอร์บนคอมได้

ควรดูซับไทยหรือซับอังกฤษ

ใช้ซับอังกฤษเป็นหลักทันทีที่ตามทัน เพราะช่วยให้เห็นคำที่หูยังจับไม่ได้ ถ้าเปิดแต่ซับไทย ความสนใจมักไปอยู่ที่การอ่านแทนการฟัง ช่วงแรกใช้ซับ 2 ภาษาเป็นทางเชื่อม แล้วค่อยกด N ซ่อนคำแปลในฉากที่ตามได้ จนดูด้วยซับอังกฤษอย่างเดียวได้ทั้งเรื่อง

ดูแบบซับ 2 ภาษาบนมือถือ iPad หรือทีวีได้ไหม

ไม่ได้ ส่วนขยาย Lingosive ทำงานเฉพาะในเบราว์เซอร์บนคอม ใช้ในแอปบนมือถือ แท็บเล็ต (รวมถึง iPad) และทีวีไม่ได้ และใช้ในเบราว์เซอร์บนมือถือหรือแท็บเล็ตก็ไม่ได้เช่นกัน บนมือถือ ทางเลือกคือแอป Lingosive ซึ่งเล่นวิดีโอ YouTube จากคลังของแอปเอง ไม่ใช่ Netflix ส่วนบนทีวี ให้ต่อโน้ตบุ๊กเข้ากับทีวีด้วยสาย HDMI แล้วเปิดเรื่องในเบราว์เซอร์บนโน้ตบุ๊ก วิธีนี้เป็นการต่อจอทั่วไป ไม่ใช่ฟีเจอร์ของ Lingosive และการแคสต์ (cast) ไปที่ทีวีจะไม่พาบรรทัดคำแปลไปด้วย

ดาวน์โหลด Lingosive

เริ่มฝึกวันนี้เลย!

เริ่มต้นใช้งานฟรี

ส่วนขยายใช้งานได้ใน Chrome, Edge และ Brave บนคอมพิวเตอร์

ตัวเลือกการดาวน์โหลดทั้งหมด

อ่านเพิ่มเติม